กลุ่มเป้าหมายหลัก

กลุ่มเป้าหมายหลัก แนวทาง เลือกกลุ่มเป้าหมาย ทางการตลาด หลายๆธุรกิจที่ไม่กำหนด กลุ่มเป้าหมาย  หรือระบุกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินความจำเป็น ชอบเสียโอกาสและใช้เงินทุนโดยไม่จำเป็น เพราะเหตุว่าเมื่อพิจารณาถึงสถานีของเศรษฐกิจในตอนนี้ การมีกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่กำหนดไว้มีความจำเป็นมากกว่าที่เคยเป็นมา ไม่มีใครสามารถกำหนดเป้าหมายเป็นทุกๆคนในตลาดได้

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ก็ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพในตลาดเพียงแค่นั้น เพราะการกำหนดกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดนอกเหนือจากการที่จะละเว้นผู้ที่ไม่เหมาะสมกับมาตรฐานที่ธุรกิจกำหนดไว้แล้ว ยังเป็นการระบุเพื่อมุ่งเน้นราคาของตลาด ผลิตภัณฑ์และบริการในตลาด การติดต่อสื่อสาร รวมทั้งกลยทธ์ทางการตลาด ที่จะสร้างช่องทางสำหรับการเข้าถึงผู้ที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคตกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด คืออะไร?

กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด กรรมวิธีระบุกลุ่มเป้าหมาย

วิธีที่มีคุณภาพมากที่สุดแนวทางหนึ่งเป็นการใช้ยุทธวิธี
เริ่มจากการแบ่ง Segment การแบ่งตลาดออกเป็นกรุ๊ปผู้ซื้อที่มีลักษณะเฉพาะ วิธีที่พบบ่อยที่สุดหมาย กลุ่มเป้าหมายหลัก ถึงการแบ่งข้อมูลตามประชากรศาสตร์, จิตวิทยา, ภูมิศาสตร์, รวมทั้งความประพฤติ จากนั้นนำไปพินิจพิจารณา Target นำข้อมูลจาก Segment มาพินิจพิจารณาว่ากลุ่มเป้าหมายไหนเป็นกรุ๊ปที่ดี่สุดในขณะนี้ และสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้ารวมทั้งบริการของเราได้

สุดท้ายPositioningเป็นกรรมวิธีที่พวกเราเลือกวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์และก็บริการของพวกเรา โดยจำกัดขอบเขตให้แคบลง ระบุด้วยจุดเด่นข้อด้อยของแต่ละกรุ๊ป รวมทั้งนำมาวางแผนการตลาด และก็ดีไซน์วิธีที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำเป็นอย่างไร และก็ที่ไหนข้อจำกัดที่จำต้องใช้เพื่อสำหรับการเลือกกลุ่มเป้าหมาย

1. ฐานลูกค้าปัจจุบัน

การเริ่มต้นขายสินค้า ชอบมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว จึงควรที่จะศึกษาหาข้อมูลโดยเริ่มจาก ฐานลูกค้าตอนนี้ ว่าเนื่องจากว่าอไรลูกค้ากลุ่มนี้ถึงสนใจ และต้นเหตุที่สินค้าของคุณสามารถเข้าถึงกลุ่มนี้ได้ รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายในลักษณะใดที่สามารสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้รู้เรื่องกระบวนการตอบสนองลูกค้าปัจจุบัน และนำไปขยายฐานลูกค้าได้ในอนาคต

2. การแบ่งส่วนตลาด

การดูเปอร์เซ็นต์ยอดจำหน่ายทั้งหมดทั้งปวงในอุตสาหกรรม ซึ่งคำนวนจากยอดขายของธุรกิจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่สามารถมองการแข่งขันในตลาดได้ เพราะมีข้อมูลที่เฉพาะอย่างประเทศ, คู่ต่อสู้, รายได้ ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้คาดหมายความร้ายแรงในการชิงชัย อำนาจในการซื้อของลูกค้า แล้วก็อำนาจสำหรับการขายสินค้าผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจะสามารถคาดการณ์ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายในตลาดนี้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของเราไหม รวมทั้งเราสามารถทำธุรกิจในอุตสากรรมนี้โดยใช้กลุ่มเป้าหมายเดียวกันได้หรือเปล่า

3. ขนาดกลุ่มเป้าหมาย

ปริมาณผู้ทีมีแนวโน้มซื้อสินค้ารวมทั้งบริการที่มีความสามารถในตลาด โดยการคำนวนต้องรู้เรื่องกลุ่มเป้าหมาย ประเมินความสนใจโดยดูจากยอดขายแล้วก็การแบ่งส่วนตลาดมาช่วยสำหรับเพื่อการพินิจพิจารณาข้อมูล จะก่อให้ราวๆขนาดของกลุ่มเป้าหมายได้ บางครั้งอาจจะใช้การศึกษาค้นคว้าทางการตลาดเข้ามาช่วยสำหรับในการประเมิน ก็จะทำให้คาดคะเนแนวโน้มของจำนวนคนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์แล้วก็บริการที่คล้ายกันข้างใน 1-2 ปีนั้นอย่างไรบ้าง ทำให้สามารถประเมินยอดจำหน่ายและก็กำไรของสินค้ารวมทั้งบริการได้ ซึ่งเป็นส่วนช่วยในการตกลงใจลงทุน แล้วก็การวางแผนทางการตลาดได้

4. จุดเด่นของสินค้าหรือบริการ

การมองหากลุ่มเป้าหมาย จะต้องทบทวนสินค้าหรือบริการของธุรกิจ เพื่อให้เข้าใจถึงแนวทางการล่อใจลูกค้าใหม่ หรือดูว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้หรือไม่ ซึ่งจะก่อให้รับรู้ได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราเป็นยังไง กลุ่มเป้าหมายคาดหวังจะได้รับอะไร รวมถึงความพึงพอใจต่อสินค้าหรือบริการ รวมทั้งทำให้พวกเราสามารถตกลงใจได้ว่าจะทำการตลาดกับคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าได้อย่างไร

5. การคาดคะเนการตัดสินใจ เมื่อได้ระบุหรือตัดสินใจเลือกกลุ่มเป้าหมายกรุ๊ปใดกรุ๊ปหนุ่งไปแล้ว ควรจะพิจาณาถึงผลที่จะตามมาด้วยทุกหน ด้วยการใคร่ครวญจากปัญหาพวกนี้

กลุ่มเป้าหมายหลัก
กรรมวิธีแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

การค้นหาว่าผู้ใดกันเป็นกรุ๊ปลูกค้าจุดหมายของสินค้าเกิดเรื่องสาคัญมากมาย เพราะว่าธุรกิจการค้าจะสามารถนำไปใช้สำหรับในการวางยุทธวิธีทางการตลาดเจริญขึ้น ถ้าไม่ทราบว่าคนไหนกันเป็นลูกค้าตัวจริง ผลิตภัณฑ์นั้นก็อาจขายผ่านช่องทางวิธีขายที่ผิดแล้วก็ไม่มีคนซื้อท้ายที่สุด การวางยุทธวิธีการตลาดหรือวางยุทธวิธีการตลาด นิยมวเคราะห์ตามขั้นตอนของการวิเคราะห์ STP Marketing ซึ่งเจ้าของธุรกิจหรือผู้จัดการฝ่ายขายจะต้องพินิจพิจารณาเป็นขั้นตอนดังนี้ คือ

ขั้นตอนที่ 1 S=Segmentationหมายถึงการแบ่งส่วนตลาด (Market Segmentation) ฝ่ายขายควรรู้ดีว่าตลาดที่เราจะเข้าไปขายสินค้าเป็นตลาดใด มีการแบ่งส่วนให้ย่อยลงได้อีกไหม เพื่อดูส่วนตลาดที่เราอยากได้เข้าไปขาย กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้ตรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าคือเครื่องแต่งหน้า ตลาดก็คือตลาดของสตรี เราก็ต้องมาแบ่งส่วนย่อยว่าเป็นตลาดของสตรีที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆหรือเป็นเมืองเล็กๆตามบ้านนอก

ขั้นตอนที่ 2 T=Target คือ กลุ่มลูกค้าจุดมุ่งหมาย (Target market) เลือกกลุ่มลูกค้าที่เราได้แบ่งส่วนตลาดไว้แล้วอีกครั้งหนึ่งเพื่อกรองออกมาว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์พวกเรา ฝ่ายขายจำต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าสินค้าของตัวเองเหมาะกับคนกรุ๊ปไหนในตลาดที่แบ่งส่วนไว้แล้ว เช่น ฝ่ายขายวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นเครื่องสาอางที่ผลิตขึ้นในไทยมีคุณภาพต่ำและก็ราคาถูก

ลูกค้าจะต้องเป็นคนมีรายได้น้อย ก็เพียงพอจะสรุปได้ว่าลูกค้าวัตถุประสงค์อาจเป็นสาวโรงงานที่มีรายได้ต่ำ เมื่อทราบว่าคนใดกันแน่เป็นกลุ่มเป้าหมายจึงค่อยมาศึกษาพฤติกรรมการใช้สินค้า วิถีทางการซื้อผลิตภัณฑ์ ราคาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายได้มากเพิ่มขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 P=Positioningหมายถึงการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ระดับเกรดอะไร การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้สินค้าขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเพราะว่ามีหนทางที่ถูกต้อง ราคาที่เหมาะสม ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งตัวที่ได้กลุ่มเป้าหมายเป็นสาวโรงงานที่รับจ้างอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทวดาแล้วก็ปริมณฑล

สาวโรงงานกลุ่มนี้มีความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรักษาผิวที่ใช้แล้วผิวขาวใส ราคาถูก หาซื้อง่าย กิจการค้าก็ต้องผลิตผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามความอยากได้เป็นเมื่อใช้โลชั่นที่เอาไว้สำหรับบำรุงผิวแล้วผิวจะขาวใส แพงต่ำและก็ถูก ควรจะวางจำหน่ายตามร้านในโรงงานหรือร้านสะดวกซื้อที่ใกล้โรงงานที่กลุ่มเป้าหมายทำงานรวมทั้งอาศัยอยู่ ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความล้มเหลวสำหรับการขาย คือ ขายไม่ดี เจ้าของธุรกิจจำเป็นจะต้องหาค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายตัวจริงเพื่อเข้าวิถีทางวิธีขายที่ถูก แล้วก็วางยุทธวิธีด้านการขายใหม่เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ตรงกับความอยากและก็การกระทำการใช้สินค้าด้วย สำหรับสินค้าใหม่ๆที่ต้องการปรับปรุงขึ้นใหม่จำเป็นที่จะต้องเลือกกรุ๊ปลูกค้าเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่ กลุ่มเป้าหมายหลัก เพื่อให้มีจำนวนแนวทางการขายมากขึ้นเรื่อยๆตามไปด้วย ด้วยเหตุนั้น การเลือกหรือกำหนดกลุ่มเป้าหมายควรจะหาคำตอบกับคำถามพวกนี้ก่อน คือ

♦ ผู้ใดกันเป็นคนที่ซื้อหรือชำระเงินซื้อ

♦ ผู้ใดเป็นคนที่มีผลกระทบสำหรับเพื่อการซื้อ บางทีอาจเป็นคนละคนกับผู้ซื้อก็ได้

♦ ใครเป็นสาวใช้สินค้า

♦ ผู้ซื้อมักจับจ่ายซื้อของที่แห่งไหน

♦ คนซื้อจะยืดเวลาใด

สำหรับกิจการที่ขายของให้กับธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ผู้ค้ารายใหญ่ก็ใช้การวิเคราะห์ที่ไม่เหมือนกับคนซื้อเป็นบุคคลธรรมดาโดยพินิจพิจารณาในเรื่องเหล่านี้

1. ลักษณะรวมทั้งการดำเนินธุรกิจของกลุ่มเป้าหมาย

2. ขนาดของธุรกิจ

3. แนวทางการจัดซื้อของกลุ่มเป้าหมาย

4. ต้นเหตุที่ผลต่อการตัดสินใจซื้อ

5. สถานที่ตั้งของกรุ๊ปลูกค้าเป้าหมาย การกำหนดกลุ่มเป้าหมายโดยการแบ่งส่วนตลาดก่อน แล้วก็โกรธแค้นบุรูปแบบของกลุ่มเป้าหมายให้แน่ชัดเยอะขึ้น จะก่อให้ธุรกิจการค้าสามารถกำหนดกรุ๊ปลูกค้าของตนเองเจริญเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถเลือกหนทางวิธีขายไปยังกรุ๊ปลูกค้าเป้าหมายได้ แม้กระนั้นอย่าลืมว่าหญิงรับใช้ผลิตภัณฑ์อาจเป็นคนละคนกับคนซื้อสินค้า ดังเช่นว่า สินค้าเด็กทารกผู้ใช้สินค้าเป็นลูก

กำหนดลูกค้าจุดมุ่งหมายให้แน่ชัดก่อนทำการตลาด

ซึ่งส่วนมากจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณเยอะมากๆ สิ่งที่ธุรกิจทั้งหลายแหล่พึงจดจำไว้คือ จะต้องระบุกลุ่มลูกค้าจุดหมายให้แจ่มกระจ่างก่อนว่าเป็นคนไหนกัน ไม่อย่างนั้น งบประมาณสำหรับทำการตลาดจะสูญเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง

การตลาดมิได้เป็นเพียงแต่การโฆษณาตัวผลิตภัณฑ์รวมทั้งบริการให้เป็นที่รู้จักแค่นั้น แต่เป็นแนวทางการยั่วยวนใจความพอใจให้ผู้ใช้หันมาดูตัวธุรกิจ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อทราบแน่นอนว่าผู้ใดกันคือเป้าหมายที่จะทำการตลาดก่อนจะเข้าถึงคนกรุ๊ปนั้น ได้แก่ การซื้อสป๊อตโฆษณาทางโทรทัศน์ ถ้าหากธุรกิจปรารถนาขายโปรแกรมการเสี่ยงภัยล่องแก่งโดยใช้แพยาง ปริศนาเป็น กลุ่มเป้าหมายที่จะสนใจกิจกรรมอย่างนี้จะมานั่งดูหน้าจอทีวีหรือเปล่า

การกำหนดกรุ๊ปลูกค้าจุดหมายจำเป็นต้องทราบทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเกี่ยวกับตัวพวกเขาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำเป็น คิดเกี่ยวกับสินค้าของเราอย่างละเอียดว่าใครกันแน่คือคนที่จะมาซื้อผลิตภัณฑ์แล้วก็บริการ อายุเท่าไร กลุ่มเป้าหมายหลัก สถานะทางการแต่งงานคืออะไร อยู่ที่แหน่งใด ชอบใช้เวลาว่างทำอะไร งานที่ชอบทำในเวลาว่างที่ชอบคืออะไร สินค้าอื่นๆที่ซื้อใช้อยู่ในขณะนี้ หรือในช่วงวันหยุดถูกใจที่จะเดินทางไปไหน กลุ่มนี้เป็นต้น

ถ้าอยากได้ทำตลาดในสินค้าแล้วก็บริการอย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจต้องปรับปรุงตลาดจุดหมายให้เฉพาะมากที่สุดเท่าที่จะทำเป็น ดังนั้น จงหา “ลูกค้าในอุดมคติ” ให้พบ แลเห็นภาพของพวกเขาเหล่านั้นให้ทะลุปรุโปร่งถึงเนื้อหาทั้งหมด ไม่ว่าพวกเขาทำอะไร คิดเช่นไร รวมทั้งต้องการอะไร แต่ถ้าหากในกรณีที่ไม่อาจจะมองเห็นภาพพวกนั้นได้อย่างชัดเจน จะต้องศึกษาค้นคว้าลูกค้าเป้าหมายซะก่อน ทั้งนี้ก็เพราะถ้าเกิดไม่ชัด ก็จะไม่สามารถกระทำตกลงใจเกี่ยวกับการตลาดว่าจะทำเช่นไร ที่แห่งไหน แล้วก็เมื่อไร

ก่อนจะทำการค้นคว้าลูกค้าเป้าหมาย ธุรกิจควรต้องกลั่นกรองเลือกเฟ้นสินค้ารวมทั้งบริการที่มีความรู้สึกว่าจะนำมาทำตลาด ไม่ใช่เริ่มด้วยการทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเพื่อทุกคน แม้กระนั้นควรจะเป็นผู้ชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากยิ่งกว่า และ จำเป็นต้องทราบดีว่าสินค้าแล้วก็บริการของตนจะสามารถตอบสนองเหตุผลรากฐานของคนเราในการซื้อสินค้าและก็บริการอะไรที่อยู่ใน 3 ประการ ดังเช่น เพื่อตอบสนองสิ่งที่จำเป็นหรือสิ่งที่มีความต้องการรากฐาน

เพื่อขจัดปัญหา หรือเพื่อทำให้ตัวเองดูดีขึ้น และก็เตรียมตัวสำหรับทำการตลาดที่จะบอกให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจของสินค้าแล้วก็บริการสำหรับเพื่อการสนองตอบเหตุผลพวกนั้นได้ ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่ใช่มีเพียงแต่เหตุผลเดียว ต่อจากนั้น ธุรกิจจะมุ่งไปที่ตลาดจุดหมายดังกล่าว โดยการใช้แนวทางแนวทางจัดหมวดหมู่ตลาด (Market Segmentation) มี

1. การกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ว่าจะอยู่ในระดับชุมชน ภูมิภาค ระดับประเทศ หรือส่งออก

2. เมื่อรู้แน่นอนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของกระบวนการทำศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ “ประชากรศาสตร์ (Demographics)” ที่อยู่ด้านในขอบเขตที่กำหนดไว้เพื่อการแบ่งตลาด โดยส่วนมากจะใช้เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ อายุ (วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน กลางคน รวมทั้งคนวัยแก่) เพศ (หญิง หรือชาย) ระดับการศึกษา (มัธยม ปวช. ปวส. ปริญญาตรี โท เอก) รายได้ (ต่ำ ปานกลาง รวมทั้งสูง) กลุ่มเป้าหมายหลัก สถานะการสมรส (ไม่มีแฟน สมรสแล้ว หรือเลิกร้าง) รากฐานทางศาสนา และก็ท้ายที่สุดคือ วงจรชีวิตครอบครัว (พึ่งจะแต่งงาน สมรสมาแล้ว 10-20 ปี แล้วก็มีบุตร หรือเปล่ามีลูก) ซึ่งข้อมูลพวกนี้มักจะได้จากหน่วยงานทะเบียนราษฎร์ของภาครัฐเป็นหลัก

3. เว้นเสียแต่ข้อมูลด้านกายภาพเหล่านั้นแล้ว ข้อมูลที่ต้องมีเพิ่มจะเป็นข้อมูลด้านจิตวิทยา (Psychographics) ที่เกี่ยวกับ วิถีการดำรงชีวิต (อนุรักษ์นิยม ถูกใจความระทึกใจ ตามสมัยนิยม หรือเป็นคนออม) สถานะด้านสังคม (ต่ำ ปานกลาง หรือสูง) ข้อคิดเห็น (ถูกชี้ทางได้ง่าย หรือเป็นผู้ที่จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายก่อนที่จะตัดสินใจ) กิจกรรมรวมทั้งความพึงพอใจ (กีฬา ฟิตเนส เดินจ่ายตลาด หรืออ่านหนังสือ) ทัศนคติรวมทั้งความเชื่อถือ (เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือเป็นผู้ที่มีความรอบคอบในเรื่องของความปลอดภัยและมั่นคง) ซึ่งข้อมูลกลุ่มนี้มักจะได้จากการสัมภาษณ์จากแบบสำรวจ

สนใจผลิตภัณฑ์ของเรา คลิก https://page.line.me/brandsolutions?openQrModal=true

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก https://brandsolutionsthailand.com/

กลับหน้าหลัก https://oembrandsolutions.com/